“ปู ไปรยา” เล่านาทีหวิดถูกโจรปล้นเครื่องเพชร200 ล้าน พร้อมรีวิวชีวิตหลังแต่งงาน

หลังจากถือฤกษ์ดีเข้าสู่ประตูวิวาห์เป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับนางเอกสาว ปู ไปรยา ลุนด์เบิร์ก กับแฟนหนุ่มชาวต่างชาติต้องบอกเลยว่าชีวิตหลังแต่งงานของเธอ แฮปปี้มาก ล่าสุดเจ้าตัวได้ออกมาอัพเดตชีวิตที่เพิ่งแต่งงานไปได้ไม่นาน รวมถึงเหตุหวิดถูกโจรปล้นที่แอลเอ

รีวิวชีวิตหลังแต่งงาน? “แฮปปี้ค่ะ มีความสุข”

มีเวลาหวาน? “จริงๆ เราไม่ใช่คู่ที่หวานกันแต่แรก เขาไม่ใช่สายโรแมนติก จะเป็นสายจริงจังนิดนึง แต่เวลาที่เรามีด้วยกันจะเป็นเวลาที่มีคุณภาพ เราไม่ค่อยทะเลาะกัน เขาเป็นผู้ใหญ่มาก ไม่มีกะหนุงกะหนิง ไม่มีขี้หึง ปูแฮปปี้มากแบบนี้ ซึ่งปูก็ยังมีแรงทำงานอยู่ มันก็แล้วแต่คู่ บางคู่อยู่ด้วยกันทุกวันก็มีทะเลาะกัน บางคู่ก็อยู่แบบนี้ ต่างคนต่างทำงาน ปูเชื่อว่าถ้าปูหยุดทำงานเลยมันก็ไม่ใช่ปู หยุดทำงานแล้วช้อปปิ้งแบบนี้เหรอ เบื่อตาย ทำงานดีแล้ว ซึ่งจริงๆ เวลาที่เราอยู่ด้วยกันเป็นเดือน ปูก็ไม่ทำอะไรเลย เขาก็ทำงานตอนเย็น ปูทำอาหาร ก็ใช้ชีวิตเป็นคู่แต่งงานปกติทั่วไป มีวางแผนเรื่องครอบครัว ทุกอย่างทำเป็นสเต็ปอยู่แล้ว”

บินไป-บินมา ต้องมีเวลาครอบครัวไหม? “มีค่ะ พวกเกิด วาเลนไทน์ คริสต์มาส ตรุษจีน ต้องเจอกัน ไม่ว่าอยู่ที่ไหนของโลกก็ต้องบินไปเจอกัน เราก็จะให้ความสำคัญตรงนั้น เป็นข้อตกลงทั้งคู่เลย วันเกิดปูเขาก็ต้องมา วันเกิดเขาปูก็ไป ตรุษจีนปูก็ไปอยู่กับครอบครัวเขา วาเลนไทน์เขาก็บินไปแอลเอ ส่วนชีวิตแม่บ้าน ก็ทำค่ะ อยู่แอลเอทำอาหาร จะปลูกสวนผัก เลี้ยงหมา 4 ตัว เลี้ยงไก่เพื่อเก็บไข่สด ปูอินกับการปลูกผัก มีสวนกุหลาบ”

แพลนมีลูกต้องขยับออกไป? “อาจจะต้องแป๊บนึง แต่อย่างที่บอกปูไม่ได้กลัว ปูแต่งงานในวัยที่สมควรแต่ง มีลูกก็ในช่วงเวลาเร็วๆ นี้ แต่ว่าตอนนี้ปูอยากช่วยสามีทำงานจริงๆ ปูรู้สึกว่าเราเป็นคนมีความสามารถ แล้วครอบครัวเขาก็ทำงานกันมากหนักมาก เราได้รับเกียรติเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเขา เรามีมือ เขา สมอง ชื่อเสียง ก็ควรจะใช้มันให้ถูก เป็นสะใภ้ที่ทำงาน”

ก่อนหน้านี้มีเหตุการณ์จะโดนปล้นที่แอลเอ? “คือใส่เครื่องเพชร รถไปทางอื่น ขึ้นคันหนึ่งแล้วเขาสลับเป็นอีกคันหนึ่ง และจะมีรถปาดเพื่อหนีบอดี้การ์ดไปอีก ชุลมุนมาก จุดนั้นพอลงจากรถปุ๊ปคิดในใจว่าโชคดีมาก เพราะเพชรหลายล้านเหรียญ ถ้าโดนจี้คือตายเลย (ฟีลเหมือนหนัง?) ประมาณนั้น อึ้งๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น หลังจากนั้นคิดในใจว่าพอแล้ว จากเหตุการณ์ในวันนั้น ทำให้รู้สึกว่าพอแล้ว เราก็ไปงานเมืองนอกกว่า 6-7 ปี ติดแล้ว ณ ตอนที่เกิดเหตุการณ์ปูคิดอย่างเดียวว่าถ้าเหตุการณ์เป็นอีกแบบนึง ก็คุยกับพี่ๆ ที่สนิทกันว่าพรุ่งนี้เราคงอยู่โรงพยาบาลกัน คงไม่ได้มานั่งกินข้าวกัน ก็คิดในใจว่าให้มันจบๆ เถอะ ใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย บางทีอะไรที่ยากมากไม่ต้องทำก็ได้ อะไรที่มันใช้เราจะไม่ต้องดิ้นรน ก็เหมือนความรักของปู เมื่อก่อนดิ้นรนแทบตาย ก็จะไม่เจอ พอหยุดดิ้นรนก็เจอ งานก็ทำแบบไม่คาดหวัง ไม่กดดัน ไม่แข่งขัน จะได้ทำแบบมีความสุข”